วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 1788/2557


ฎีกาที่ 1788/2557

ป.พ.พ. มาตรา 1387 บัญญัติว่า อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาระจำยอม

อันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้น

การใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้น เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น

ตามความหมายแห่งบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่าอสังหาริมทรัพย์อันเป็นภารยทรัพย์กับ

อสังหาริมทรัพย์อันเป็นสามยทรัพย์จะต้องเป็นเจ้าของคนละราย เพราะถ้าเป็นเจ้าของราย

เดียวกันเจ้าของทรัพย์ย่อมมีสิทธิใช้สอยทรัพย์อีกแปลงหนึ่งในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้อยู่

แล้ว ดังนั้น ตามข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้ เมื่อนับแต่วันที่โจทก์ทั้งสิบเข้าซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์

จากธนาคาร ก. จนถึงวันที่โจทก์ทั้งสิบอ้างว่าจำเลยปิดกั้นเส้นทางพิพาทตามฟ้องในเดือน

เมษายน 2551 ยังไม่ครบระยะเวลา 10 ปี แม้จะฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสิบใช้ทางพิพาทต่อเนื่องมา

ตั้งแต่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์จากธนาคาร ก. โจทก์ทั้งสิบก็ไม่ได้ภาระจำ

ยอมโดยอายุความ ตาม ป.พ.พ มาตา 1401 ประกอบมาตรา 1382 แต่อย่างใด

ฎีกาที่ 13899/2556


ฎีกาที่ 13899/2556

ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินของโจทก์ไม่ใช่ที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ

ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๕๐ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยเปิดทางพิพาท

ตาม มาตรา ๑๓๔๙ แห่ง ป.พ.พ. ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยคดีโดยอ้าง ป.พ.พ. มาตรา

๑๓๔๙ จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นตามที่โจทก์ฎีกามา เพราะ ป.พ.พ. มาตรา

๑๓๔๙ มีใจความสำคัญว่า ที่ดินแปลงใดที่มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ

เจ้าของที่ดินผู้มีสิทธิจะผ่านได้แต่ต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่ แต่ ป.พ.พ.

มาตรา ๑๓๕๐ ระบุว่า หากเป็นที่ดินที่แบ่งแยกหรือแบ่งโอนเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่

ทางสาธารณะ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องตามมาตรา ๑๓๔๙ โดยไม่ต้องเสียค่าทดแทน

ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินที่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินในที่ดิน

พิพาท

ฎีกาที่ 10992/2556


ฎีกาที่ 10992/2556

ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๗ บัญญัติว่า อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง

เรียกว่าผู้รับจ้างตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้

ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น แต่ตรวจดูจากคำให้การของ

จำเลยที่ ๒ แล้วพบว่าจำเลยที่ ๒ ยังไม่ได้ตกลงสินจ้างกันว่าเที่ยวละเท่าไร ดังนั้น เมื่อยังมิได้มี

การตกลงในเรื่องสินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น กรณีจึงมิใช่เป็นเรื่องจ้างทำของตาม

มาตรา ๕๘๗

ฎีกาที่ 7380 -7381/2556


ฎีกาที่ 7380 -7381/2556

โจทก์ที่ ๖ เป็นน้องสาวร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ตายเป็นทายาทโดยธรรมลำดับ

สาม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (3) เมื่อผู้ตายมีโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ เป็นทายาทโดยธรรมลำดับ

หนึ่ง โจทก์ที่ ๖ ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับสาม จึงไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ตาม

ป.พ.พ.มาตรา 1630 วรรคหนึ่ง แต่เนื่องจากขณะผู้ตายถึงแก่ความตาย มารดาผู้ตายและโจทก์

ที่ ๖ ยังมีชีวิตอยู่ มารดาผู้ตายเพิ่งจะถึงแก่ความตายในภายหลัง มารดาผู้ตายจึงมีสิทธิรับมรดก

ของผู้ตายโดยได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1630

วรรคสอง ทรัพย์มรดกของผู้ตายในส่วนที่ตกแก่มารดา โจทก์ที่ ๖ ในฐานะซึ่งเป็นบุตร ย่อมมีสิทธิ

รับมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และ 1629 (1) โจทก์ที่ ๖ จึงมีอำนาจฟ้อง

แม้โจทก์ทั้งหกจะฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับ

จำเลยที่ ๒ และนิติกรรมการจดทะเบียนหรือกรรมสิทธิ์รวมหรือข้อตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวม และ

นิติกรรมเช่าที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ มิได้ฟ้องเรียกร้องที่ดินพิพาทให้มาเป็น

ของโจทก์ทั้งหกโดยตรง ก็เป็นการฟ้องขอให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของโจทก์ทั้งหกอยู่ดี ฟ้อง

โจทก์ทั้งหกจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์

ฎีกาที่ 13399/2556


ฎีกาที่ 13399/2556

แม้ข้ออ้างของผู้คัดค้านที่ว่าการจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น เพราะผู้ร้อง

ยักยอกมรดกไปเป็นของผู้ร้องและสามีเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นการจัดการมรดกโดยทุจริตไม่ชอบ

ด้วยกฎหมาย ตราบใดส่วนของนาย ท. สามีผู้คัดค้านยังไม่ได้รับส่วนแบ่งจากกองมรดกของ

เจ้ามรดก ต้องถือว่าการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ร้องยังไม่เสร็จสิ้นลงนั้น อาจเป็นเหตุในการร้อง

ขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ก็ตาม แต่หาเป็นเหตุทำให้การจัดการมรดกหรือการ

ปันทรัพย์มรดกรายนี้ยังไม่เสร็จสิ้นลงแต่อย่างใด ไม่เช่นนั้นแล้วก็เท่ากับเป็นการขยายอายุความ

มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๕๔ ออกไปอีกไม่สิ้นสุดเพราะเหตุที่กองมรดกอยู่ระหว่างจัดการโดย

มีผู้จัดการมรดกครอบครองแทนตามมาตรา ๑๗๔๘ ฉะนั้น แม้ผู้คัดค้านจะมีส่วนได้เสียในกอง

มรดกส่วนที่ตกได้แก่สามีของตนก็ตาม แต่เมื่อการปันมรดกของเจ้ามรดกเสร็จสิ้นลงแล้ว

ผู้คัดค้านจึงไม่อาจร้องขอถอนผู้จัดการมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๒๗ วรรคหนึ่ง แล้วขอให้ตั้ง

ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทนได้

ฎีกาที่ 8982/2556


ฎีกาที่ 8982/2556 

นาย อ. และโจทก์ช่วยนำเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท ไปใช้หนี้ให้เจ้าหนี้ แล้วเอาโฉนด

ที่ดินกลับคืนมาให้นาง จ. ส่วนสัญญากู้โจทก์เก็บไว้เอง กรณีจึงเป็นเรื่องนาง จ. ให้ที่ดินแก่

นาย อ. และโจทก์โดยมีค่าภาระติดพัน เมื่อนาย อ. ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว โจทก์จึงอยู่ใน

ฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา

๑๓๐๐ ที่บัญญัติว่า ถ้าได้จดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับ

อสังหาริมทรัพย์เป็นทางเสียเปรียบแก่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่

ก่อนไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นอาจเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนนั้นได้ แต่การโอนอันมีค่าตอบแทน

ซึ่งผู้รับโอนกระทำการโดยสุจริตนั้น ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด ท่านว่าจะเรียกให้เพิกถอน

ทะเบียนไม่ได้ แต่กรณีในคดีนี้จำเลยได้รับการให้จากมารดาโดยเสน่หาจำเลยจึงเป็นผู้รับโอนโดย

สุจริตแต่การโอนไม่มีค่าตอบแทน โจทก์ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนจึง

ชอบที่จะเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนนั้นได้ ดังนั้น จำเลยจึงต้องแบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทจำนวน ๑

งาน ๕๑ ตารางวา ตามแผนที่วิวาทให้แก่โจทก์

ฎีกาที่ 3580/2556


ฎีกาที่ 3580/2556

ทรัพย์พิพาทเป็นทรัพย์สินที่นาย จ. กับจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันอันเป็นกรรมสิทธิ์
ร่วมกันของนาย จ. กับจำเลยคนละครึ่ง โดยจำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนนาย จ. ครึ่งหนึ่ง
ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนทรัพย์พิพาทให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากไม่ดำเนินการ
ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและหากจำเลยไม่สามารถโอนทรัพย์พิพาทได้ให้จำเลย
ใช้ราคาแทน ๗๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์นั้น ไม่ถูกต้องเพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๑๓๖๔ บัญญัติวิธีแบ่งทรัพย์สินเจ้าของรวมไว้เป็นขั้นตอนแล้ว ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหา
อันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจ
ยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา

๑๔๒ (๕) ประกอบ มาตรา ๒๔๖ และ ๒๔๗

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3195/2567

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3195/2567                  โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ หลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาได้ชำระค่าเช่าซื้อ...