แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรึกษากฎหมายออนไลน์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรึกษากฎหมายออนไลน์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

จดทะเบียนยกที่ดินให้โดยไม่ได้ตั้งใจให้จริงๆ

คำพิพากษาฎีกาที่ 1016/2513
จำเลยจดทะเบียนนกที่ดินให้ ส. โดยไม่ได้ตั้งใจให้จริงๆแต่จดทะเบียนยกให้เพื่อให้ผู้รับการยกให้คือ ส. ไปสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์ โดยเอาที่ดินแปลงนั้นไปจำนองสหกรณ์ได้เท่านั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นิติกรรมการยกให้ที่ดินเป็นโมฆะ เพราะเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างคู่กรณีทั้งสอง

วันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2560

สิทธิของผู้ถูกจับ

ชั้นจับกุม
มาตรา 83 ในการจับนั้น เจ้าพนักงานหรือราษฎรซึ่งทำการจับต้องแจ้งแก่ผู้ที่จะถูกจับนั้นว่าเขาต้องถูกจับ แล้วสั่งให้ผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับพร้อมด้วยผู้ถูกจับ เว้นแต่สามารถนำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้ในขณะนั้น ให้นำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้ในขณะนั้น ให้นำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดังกล่าว แต่ถ้าจำเป็นก็ให้จับตัวไป
                  ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับ ต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับทราบหากมีหมายจับให้แสดงต่อผู้ถูกจับ พร้อมทั้งแจ้งด้วยว่า ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้และถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้และผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความ หรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ ถ้าผู้ถูกจับประสงค์จะแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจทราบถึงการจับกุมที่สามารถดำเนินการได้โดยสะดวกและไม่เป็นการขัดขวางการจับหรือการควบคุมผู้ถูกจับหรือทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดก็ให้เจ้าพนักงานอนุญาตให้ผู้ถูกจับดำเนินการได้ตามสมควรแก่กรณี ในการนี้ให้เจ้าพนักงานผู้จับนั้นบันทึกการจับดังกล่าวไว้ด้วย
                   ถ้าบุคคลซึ่งถูกจับขัดขวางหรือจะขัดขวางการจับ หรือหลบหนีหรือพยายามจะหลบหนี ผู้ทำการจับมีอำนาจใช้วิธีหรือการป้องกันทั้งหลายเท่าที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับนั้น


วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

คำพิพากษาฎีกาที่ 6363/2557

คำพิพากษาฎีกาที่ 6363/2557

ป.วิ.พ.มาตรา 23 บัญญัติให้เป็นสิทธิแก่คู่ความในคดีเท่านั้นที่จะร้องขอให้ขยายระยะเวลาดังกล่าวได้ แม้ผู้ร้องจะได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้จากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แต่เมื่อขณะยื่นคำร้องนี้ผู้ร้องยังมิได้รับอนุญาตจากศาลให้เข้าสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะคู่ความในคดีนี้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดี ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีของผู้ร้อง (เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2555)ชอบแล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฎต่อมาว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2556 อันเป็นเวลาล่วงพ้นกำหนดเวลาบังคับคดีนี้ตาม ...ป.วิ.พ.มาตรา 271 แล้ว กรณีถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ผู้ร้องไม่อาจร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีก่อนสิ้นสุดเวลาดังกล่าวได้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเห็นสมควรขยายระยะเวลาบังคับคดีแก่ผู้ร้อง

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2558

คำพิพากษาฎีกาที่ 609/2557

คำพิพากษาฎีกาที่ 609/2557

เมื่อจำเลยขอคืนเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้ตามหมายบังคับคดีที่สิ้นผลแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงต้องคืนเงินดังกล่าวแก่จำเลย และแม้จำเลยจะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้ศาลฎีกามีคำสั่งคืนเงินดังกล่าวนั้น เมื่อการเสนอคำร้องขอที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ป.วิ.พ. มาตรา 7(2) บัญญัติให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 302 และศาลที่มีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใดๆอันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา 302 คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั่นต้นการที่ศาลชั้นต้นสอบถามและมีคำสั่งให้คืนเงินแก่จำเลยจึงชอบแล้ว

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2558

คำพิพากษาฎีกาที่ 15227/2556

คำพิพากษาฎีกาที่ 15227/2556

โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้เนื่องจากโจทก์ไม่ใช่คู่ความและผู้ค้ำประกันในคดีหมายเลขแดงที่ 778/2554 ของศาลชั้นต้น คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ให้ต้องปฏิบัติตามนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ไม่ได้ถูกฟ้องเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว แต่เมื่อโจทก์ยินยอมใช้รถแทรกเตอร์ 2 คันของตนเป็ฯประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่มีต่อจำเลยที่ 1 ด้วยการตกลงนำหลักฐานแสดงความเป็นเจ้าของรถแทรกเตอร์ดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้และลงลายมือชื่อยืนยันการตกลงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วย และศาลได้พิพากษาไปตามนั้น ผลแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความจึงผูกพันโจทก์ให้ต้องปฏิบัติตาม และต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียซึ่งมีสิทธิตามกฎหมายที่จะโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาหรือการบังคับคดีตามคำพิพากษาได้ เมื่อโจทก์เห็นว่าการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิม โจทก์ชอบที่จะขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7(2) ประกอบมาตรา 302 วรรคหนึ่ง โจทก์จะยกข้ออ้างนี้ขึ้นฟ้องเป็นคดีใหม่หาได้ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558

คำพิพากษาฎีกาที่ 4205/2557

คำพิพากษาฎีกาที่ 4205/2557

จำเลยยังไม่ชำระค่าหุ้นตามฟ้องแก่จำเลยร่วมและจำเลยร่วมไม่มีทรัพย์สินพอชำระหนี้แก่โจทก์ และผู้ชำระบัญชีของจำเลยร่วมขัดชืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องนั้นในนามของตนเองแทนลูกหนี้เพื่อป้องกันสิทธิของตนในมูลหนี้นั้นก็ได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 233

คำพิพากษาฎีกาที่ 8811/2556

คำพิพากษาฎีกาที่ 8811/2556

สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับ ส.ไม่ได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินคืนไว้ โจทก์ย่อมเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และถือเป็นเวลาที่ผู้ให้กู้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันถัดจากวันทำสัญญากู้เงิน และแม้ ส. ถึงแก่ความตาย ก่อนที่โจทก์ทวงถามก็ไม่อาจใช้อายุความทั่วไปเพราะสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกยังไม่ถึงกำหนดเวลาบังคับ เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายก่อนถึงกำหนดนั้นเจ้าหนี้ก็ต้องฟ้องคดีเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นภายในหนึ่งปีนับแต่ได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เมื่อ ส. ถึงแก่ความตายวันที่ 1 ธันวาคม 2548 และโจทก์อยู่ช่วยงานศพด้วย แสดงว่าโจทก์รู้ถึงการตายของ ส. ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2548 โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยในฐานะทายาทของ ส. ให้ชำระหนี้เงินกู้ยืมวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 25541 พ้นกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ โจทก์รู้ถึงการตายของ ส. ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1754 วรรคสาม

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 4503/2540

ฎีกาที่ 4503/2540

สิทธิเช่าซื้อเป็นทรัพย์สินชนิดหนึ่งที่สามารถซื้อขายกันได้

ถูกกระทำละเมิดจนเสียความสามารถในการมองเห็น

ฎีกาที่ 533/2552

เมื่อโจทก์ต้องเสียความสามารถในการมองเห็น เนื่องจากโจทก์เสียตาข้างซ้าย ทำให้ไม่สามารถมองภาพได้ละเอียดและกว้างเท่าคนปกติ ถือว่าเป็นค่าเสียหายอย่างอื่น อันมิใช่ตัวเงินตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 446 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. ผู้ทำละเมิดจึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว หาใช่ต้องกำหนดเป็นค่ารักษาพยาบาลไม่และค่าเสียหายที่โจทก์ต้องเสื่อมสุขภาพอนามัยต้องเสียโฉมได้รับความเจ็บปวดทรมานเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน โจทก์มีสิทธิเรียกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 446 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3195/2567

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3195/2567                  โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ หลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาได้ชำระค่าเช่าซื้อ...