แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561

ทิ้งฟ้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174
มาตรา 174  ในกรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้อง คือ (1) ภายหลังที่ได้เสนอคำฟ้องแล้ว โจทก์เพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่จำเลย และไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุแห่งการเพิกเฉยเช่นว่านั้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง (2) โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว


วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561

ฟ้องแย้ง

หลักประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม
ฟ้องแย้ง นั้นต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิม พอที่จะพิจารณาชี้ขาดตัดสินไปด้วยกันได้ ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ฎีกาที่ 321/2536

การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พมาตรา 27 วรรคสอง ที่จะต้องยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำพิพากษานั้น จะใช้บังคับในกรณีที่คู่ความฝ่ายที่เสียหายเพิ่งทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างของการผิดระเบียบนั้นภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วหาได้ไม่ เพราะเป็นการฝืนธรรมชาติที่จะบังคับให้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนโดยที่ตนยังไม่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ฎีกา 5622/2548

คำให้การของจำเลยไม่มีลายมือชื่อจำเลยหรือทนายจำเลยผู้ยื่นคำให้การ ไม่มีลายมือชื่อทนายจำเลยผู้เรียงและไม่มีลายมือชื่อผู้พิมพ์ เป็นคำคู่ความที่ไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (5) การที่ทนายจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในช่องหมายเหตุท้ายคำให้การจำเลยแผ่นแรกที่มีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบ" นั้น มิใช่เป็นการลงลายมือชื่อในคำคู่ความตามความหมายของมาตรา 67(5) ศาลชั้นต้นรับคำให้การจำเลยฉบับดังกล่าวโดยไม่คืนไปให้จำเลยทำมาใหม่ หรือให้จำเลยแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียให้ถูกต้อง จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 18 วรรคสอง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีไปโดยไม่ได้ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องเสียก่อนจึงไม่ชอบ

วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2559

ป.วิ.พ.มาตรา 18 วรรคสอง

ฎีกาที่ 871/2550

ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 18 วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฟ้องไว้แล้ว ภายหลังเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งจึงจะสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้รับฟ้องและสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้อง เมื่อหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีและแต่งตั้งทนายความไม่ถูกต้อง การแต่งตั้งทนายความก็ไม่ถูกต้องไปด้วย ทนายความซึ่งลงลายมือชื่อในคำฟ้อง จึงไม่มีอำนาจทำการแทนในฐานะทนายความของโจทก์ เท่ากับคำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ศาลชั้นต้นจึงต้องสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องและมีคำสั่งไม่รับฟ้องจึงไม่ชอบ

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559

ฎีกาที่ 7032/2539

ฎีกาที่ 7032/2539

การที่ทนายโจทก์อ้างว่าหลงลืมวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมิได้ยื่นฎีกาในกำหนดอายุฎีกานั้น มิใช่เหตุสุดวิสัย

คำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์

คำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ อ้างว่าที่ประชุมกรรมการบริษัทโจทก์เพิ่งมีมติให้ยื่นอุทธรณ์ เวลาที่เหลือยื่นอุทธรณ์ไม่ทัน เป็นพฤติการณ์พิเศษ เพราะโจทก์มีฐานะเป็นนิตบุคคลการใดๆเรื่องสำคัญต้องกระทำในรูปมติของคณะกรรมการบริษัทซึ่งไม่คล่องตัวหรือล่าช้า

ศาลที่บังคับคดีแทน



ศาลที่บังคับคดีแทนจะงดการบังคับคดีไม่ได้ ตามฎีกาที่ 2769/2539

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2559

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1421/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1421/2558

จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทการในชั้นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ต้องถือตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันจริงในชั้นอุทธรณ์ มิได้ถือตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันมาตั้งแต่ในศาลชั้นต้น แม้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นเกินกว่า 50,000 บาท แต่อุทธรณ์ของผู้ร้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องรับผิดเพียงจำนวน 36,000 บาท ส่วนค่าเสียหายรายเดือนภายหลังวันที่ยื่นคำร้องเป็นค่าเสียหายในอนาคตอันยังไม่ถึงกำหนดเกิดขึ้นในเวลายื่นคำร้องไม่อาจคำนวณรวมเข้าด้วยเป็นทุนทรัพย์ในคดี  อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติดังกล่าว

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559

หนังสือมอบอำนาจฟ้องคดี

หนังสือมอบอำนาจฟ้องคดีกฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องแนบมาพร้อมกับคำฟ้อง

คำพิพากษาฎีกาที่ 6154/2558

โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ก.เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง แม้ไม่ปรากฎรอยตราสำคัญของบริษัทโจทก์ประทับไว้ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์เสียไป เราพหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดี ไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายบังคับให้ต้องแนบมาพร้อมกับคำฟ้องตาม ป.วิ.พ.มาตรา 18

คำพิพากษาฎีกาที่ 962/2534

คำพิพากษาฎีกาที่ 962/2534

             การที่ ฉ.ลงลายมือชื่อในคำรับเป็นทนายความในใบแต่งทนายความ 2 ฉบับซึ่งไม่มีข้อความระบุว่า ผู้ร้องทั้งสองได้แต่งตั้งให้ ฉ .เป็นทนายความแต่ระบุชื่อ น.เป็นทนายความเช่นนี้ ฉ. จึงมิใช่ทนายความของผู้ร้องทั้งสองและไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำร้องขัดทรัพย์แทนผู้ร้องทั้งสองตาม ป.วิ.พ.มาตรา 62
            คำร้องขัดทรัพย์มีลักษณะเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่งตาม ป.วิ.พ.มาตรา 1(3) จึงต้องลงลายมือชื่อของผู้ร้องทั้งสองตามมาตรา 67(5) หรือลายมือชื่อของทนายความที่ผู้ร้องแต่งตั้งตามมาตรา 62 มิฉะนั้นคำร้องดังกล่าวย่อมไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 67(5) ศาลต้องสั่งคืนคำร้องนั้นไปให้ผู้ร้องทั้งสองแก้ไขภายในระยะเวลาตามที่เห็นสมควรจะกำหนดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แต่คำร้องขัดทรัพย์ที่ลงลายมือชื่อโดยทนายความผู้ไม่มีอำนาจ มิใช่กรณีที่คำร้องไม่มีลายมือชื่อของผู้ร้องอันจะสั่งให้แก้ไขได้ตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ศาลชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับคำร้องนั้น 
         

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2558

คำพิพากษาฎีกาที่ 671/2557

คำพิพากษาฎีกาที่ 671/2557

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ดังนี้คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156/1 วรรคสี่ ซึ่งมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลนั่นเอง ผู้ร้องจึงมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 กล่าวคือ ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นมาชำระภายใน 15 วัน การที่ผู้ร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลอีก ซึ่งศาลชั้นต้นได้สั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาตามคำร้องของผู้ร้องมาแล้ว 2 ครั้ง ก่อนหน้าที่จะยกคำร้องในครั้งนี้ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลอันเป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาต่อเนื่องจากคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในกรณีเช่นนี้ย่อมเป็นที่สุดเช่นเดียวกับคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นที่สุดนั้นด้วย ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต่อมาได้อีก

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558

คำพิพากษาฎีกาที่ 5767/2557

คำพิพากษาฎีกาที่ 5767/2557

ระหว่างการพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1611/2556 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยมิได้ฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นที่สุด ดังนั้น ในระหว่างพิจารณาครั้งใหม่ของศาลชั้นต้น จำเลยไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องเดียวกันนี้ซ้ำได้อีกแม้คำร้องขอให้ชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นของจำเลยฉบับหลังมีเหตุแตกต่างจากที่ยื่นคำร้องขอฉบับแรกเนื่องจากศาลฎีกาในคดีหมายเลขแดงที่ 1611/2546 ของศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วและผลคดีแตกต่างจากคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ก็ตาม เพราะการพิจารณาว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีเดิมตาม ป.วิ.พ มาตรา 144 หรือไม่ จะต้องพิจารณาจากประเด็นข้อพิพาทของคดีนี้ว่าเป็นประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันกับที่ศาลในอีกคดีหนึ่งได้มีคำพิพากษา คำวินิจฉัย หรือคำสั่งนั้นแล้วหรือไม่ ไม่ได้พิจารณาจากการที่ศาลสูงมีคำพิพากษาที่แตกต่างจากคำพิพากษาของศาลล่าง คำร้องขอให้ชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยฉบับหลังมีประเด็นต้องวินิจฉัยเช่นเดียวกับคำร้องขอของจำเลยฉบับแรก จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11000/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11000/2556

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์จึงถือว่าพอใจในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องจำเลยร่วมแล้ว คดีโจทก์สำหรับจำเลยร่วมย่อมเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีแต่จำเลยฝ่ายเดียวที่อุทธรณ์เพียงว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ก้าวล่วงไปวินิจฉัยให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งที่คดีโจทก์สำหรับจำเลยร่วมได้ยุติไปแล้วนั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขออุทธรณ์ของจำเลยและนอกประเด็น ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142(5)

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4764/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4764/2557

คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมของคณะกรรมการสมาคมผู้คัดค้าน จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยเสนอคดีเป็นคำร้องขออันเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ซึ่งการร้องขอในลักษณะเช่นนี้ ต้องมีกฎหมายสารบัญญัติรับรองให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลได้ แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยสมาคม คงมีแต่บัญญัติให้สมาชิกหรือพนักงานอัยการร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติในที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกสมาคมตามที่บัญญัติในมาตรา 100 ได้เท่านั้น แต่คดีนี้เป็นการร้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมของคณะกรรมการสมาคม มิใช่ขอเพิกถอนมติในที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกสมาคม กรณีจึงไม่มีบทบัญญัติใดรับรองให้สมาชิกสมาคมหรือผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมของคณะกรรมการสมาคมเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท เมื่อผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิโดยคณะกรรมการสมาคมผู้คัดค้าน ก็ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีเป็นคดีมีข้อพิพาท ไม่มีสิทธิหรืออำนาจยื่นคำร้องขอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทคำร้องขอของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ภายหลังมีผู้คัดค้านเข้ามาก็ไม่ทำให้อำนาจการยื่นคำร้องขอที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้นเป็นคำร้องขอที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3783/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3783/2557

ป.วิ.พ.มาตรา 24 ที่ให้ศาลมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายนั้นกฎหมายมีความประสงค์จะให้ใช้ในศาลชั้นต้นเท่านั้น ดังจะเห็นได้ว่าวรรคสุดท้ายของมาตรา 24 ดังกล่าวได้บัญญัติไว้ว่า คำสั่งใดๆของศาลที่ได้ออกตามมาตรานี้ให้อุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227 , 228 และ 247 เมื่อ ป.วิ.อ. ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย จึงต้องนำ ป.วิ.พ. มาตรา 24 มาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้ จำเลยทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งคำร้องของจำเลยทั้งห้า (ว่ากรณีฟังไม่ได้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง) จึงเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ที่จะฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2558

คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ มาตรา 4ทวิ

คำฟ้องที่เกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิ หรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ต้องฟ้องต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ หรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ แล้วแต่โจทก์จะเลือกยื่นฟ้องต่อศาลใด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3195/2567

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3195/2567                  โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ หลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาได้ชำระค่าเช่าซื้อ...