วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560

การเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204
ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว
      ถ้าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามปฏิทิน และลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำหนดไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการชำระหนี้ ซึ่งได้กำหนดเวลาลงไว้อาจคำนวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว

จากหลักกฎหมายดังกล่าว หากเป็นหนี้ที่กำหนดเวลาการชำระไว้แน่นอน เมื่อไม่ได้ชำระตามกำหนด ถือว่าผิดนัดโดยไม่ต้องเตือน

การซื้อขายสินค้าไม่ได้กำหนดเวลาชำระเงิน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203
ถ้าเวลาอันจะพึงชำระหนี้นั้นมิได้กำหนดลงไว้ หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็มิได้ไซร้ท่านว่าเจ้าหนี้ย่อมเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันและฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน
ถ้าได้กำหนดเวลาไว้ แต่หากกรณีเป็นที่สงสัยท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้ก่อนถึงเวลานั้นหาได้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดก็ได้

ตามหลักกฎหมาย การซื้อขายสินค้า ถ้าไม่ได้กำหนดเวลาอันพึงชำระเงินกันเอาไว้ เจ้าหนี้เรียกให้ชำระเงินได้โดยพลันและลูกหนี้ก็ชำระหนี้ได้โดยพลันดุจกัน สิทธิในการเรียกร้องค่าสินค้าเกิดขึ้นตั้งแต่รับมอบสินค้า

สัญญากู้มิได้กำหนดระยะเวลาชำระเงิน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203
ถ้าเวลาอันจะพึงชำระหนี้นั้นมิได้กำหนดลงไว้ หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็มิได้ไซร้ท่านว่าเจ้าหนี้ย่อมเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันและฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน
ถ้าได้กำหนดเวลาไว้ แต่หากกรณีเป็นที่สงสัยท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้ก่อนถึงเวลานั้นหาได้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดก็ได้

ตามหลักกฎหมาย เมื่อสัญญากู้มิได้กำหนดวันชำระเงินคืน ผู้ให้กู้เรียกให้ผู้กู้ชำระหนี้โดยพลันได้

วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ซื้อที่ดินสาธารณะประโยชน์


ผู้ที่ซื้อที่ดินโดยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินเป็นที่สาธารณะประโยชน์
ผลก็คือ สัญญาซื้อขายที่ดินสาธารณะประโยชน์ตกเป็นโมฆะ และไม่มีสิทธิเรียกเงินที่จ่ายค่าที่ดินคืน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7464/2555
ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะประโยชน์จึงเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1305 บัญญัติว่าทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา การที่โจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทแก่กัน จึงเป็นการทำนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์จำเลยย่อมตกเป็นโมฆะตาม ปพพ.มาตรา 150 และมีผลเป็นการเสียเปล่าเท่ากับโจทก์จำเลยมิได้ทำสัญญาซื้อขายกันและต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมแก่กัน โดยให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับตาม ปพพ. มาตรา172 แต่การที่โจทก์ชำระราคาที่ดินพิพาทแก่จำเลยตามสัญญาโดยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะประโยชน์ ถือว่าเป็นการกระทำตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ทั้งยังเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายตาม ปพพ. มาตรา 407 และมาตรา 411 โจทก์จึงไม่มีสิทธิจะได้รับคืนราคาที่ดินที่ชำระแก่จำเลยดังกล่าว

-จากฎีกานี้ ถ้าผู้ซื้อไม่รู้มาก่อนว่าที่ดินเป็นสาธารณะประโยชน์ เรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนได้

การแสดงเจตนาต่อบุคคลซึ่งอยู่เฉพาะหน้า

การแสดงเจตนาต่อบุคคลซึ่งอยู่เฉพาะหน้า
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 168 การแสดงเจตนาซึ่งกระทำต่อบุคคลซึ่งอยู่เฉพาะหน้า ให้ถือว่ามีผลนับแต่ผู้รับการแสดงเจตนาได้ทราบการแสดงเจตนานั้น การแสดงเจตนาโดยเฉพาะหน้านี้รวมถึงการแสดงเจตนาทางโทรศัพท์ หรือเครื่องมือสื่อสาร หรือโดยวิธีอื่นทำนองเดียวกันด้วย

การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่

การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่เป็นโมฆียะ
           การข่มขู่ที่จะทำให้การใดตกเป็นโมฆียะนั้นจะต้องเป็นการข่มขู่ที่จะให้เกิดภัยอันไกล้ตะถึง และร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัว ซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่เช่นนั้น การนั้นก็คงจะมิได้กระทำขึ้น

-ถ้าเป็นการขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม ไม่ถือเป็นการข่มขู่ เช่น ขู่ว่าจะฟ้องร้องดำเนินคดี เพื่อบังคับชำระหนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 380/2523

- การใดที่ตกเป็นโมฆียะ เป็นนิติกรรมที่มีผลสมบูรณ์จนกว่าจะถูกบอกล้าง ตามมาตรา 175 ผู้ถูกข่มขู่บอกล้างเสียได้

วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560

หลักฐานการกู้ยืมเงิน


การกู้ยืมเงินกว่า 2,000 บาท ขึ้นไป ถ้าไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญจะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3195/2567

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3195/2567                  โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ หลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาได้ชำระค่าเช่าซื้อ...