คำพิพากษาฎีกาที่ 3536/2557
บันทึกคำให้การที่โจทก์ได้จัดทำขึ้นต่อพนักงานตรวจแรงงานเมื่อได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยมีข้อความระบุว่าโจทก์ขอยุติเรื่องแต่เพียงนี้ และจะไม่ร้องทุกข์ ร้องเรียนที่ใด หรือเรื่องใดๆ อีก ถือได้ว่าโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องใดๆ เกี่ยวกับการเลิกจ้างอีก ซึ่งรวมถึงค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมด้วย โจทก์จะฟ้องจำเลยให้ชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอีกไม่ได้
วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 4916/2557
คำพิพากษาฎีกาที่ 4916/2557
โจทก์ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินให้แก่จำเลย เพราะโจทก์เชื่อถ้อยคำของ ร. ซึ่งเป็นบุตรของตนเพราะ ร. เป็นผู้ดำเนินการที่สำนักงานที่ดินโดยโจทก์ไม่ได้สอบถามผู้เกี่ยวข้องและเจ้าพนักงานในสำนักงานที่ดินให้กระจ่างชัดเสียก่อน การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดของโจทก์จึงเกิดขึ้นโดยความประมาทเงินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์เอง โจทก์จะถือเอาความสำคัญผิดนั้น มาใช้เป็นประโยชน์แก่ตนไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 158 เป็นผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยตามฟ้อง
โจทก์ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินให้แก่จำเลย เพราะโจทก์เชื่อถ้อยคำของ ร. ซึ่งเป็นบุตรของตนเพราะ ร. เป็นผู้ดำเนินการที่สำนักงานที่ดินโดยโจทก์ไม่ได้สอบถามผู้เกี่ยวข้องและเจ้าพนักงานในสำนักงานที่ดินให้กระจ่างชัดเสียก่อน การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดของโจทก์จึงเกิดขึ้นโดยความประมาทเงินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์เอง โจทก์จะถือเอาความสำคัญผิดนั้น มาใช้เป็นประโยชน์แก่ตนไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 158 เป็นผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยตามฟ้อง
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 712/2557
คำพิพากษาฎีกาที่ 712/2557
จำเลยประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินทราบดีว่าที่ดินมีแนวสายไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านไม่อาจปลูกสร้างบ้านในที่ดินเต็มเนื้อที่ เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ต้องบอกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องแนวสายไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านที่ดินจนไม่อาจปลูกสร้างบ้านในที่ดินได้เต็มเนื้อที่แก่ลูกค้าซึ่เป็นผู้บริโภคแต่ไม่มีการบอกแก่โจทก์ ถือได้ว่าจำเลยปกปิดข้อเท็จจริงซึ่งเป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับคุณสมบัติของที่ดินจนเป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดว่าที่ดินใช้ปลูกสร้างบ้านได้เต็มพื้นที่ แม้ก่อนทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน จ.พนักงานบริษัทจำเลยพาโจทก์ไปดูที่ดินซึ่งโจทก์สังเกตเห็นสายไฟฟ้าแรงสูงตั้งอยู่ในบริเวณที่ดินก็ตาม แต่โจทก์ได้รับคำชี้แจงว่าสายไฟฟ้าติดตั้งไว้นานหลายปีแล้ว และที่ดินสามารถปลูกสร้างบ้านตามแบบบ้านได้ โจทก์จึงทำสัญญาจองซื้อที่ดินและวางเงินมัดจำและทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน แสดงว่าโจทก์ไม่ทราบว่าที่ดินมีสายไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านไม่อาจปลูกสร้างบ้านได้เต็มเนื้อที่ การที่โจทก์ไม่ทราบข้อเท็จจริงไม่อาจถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์เพราะโจทก์ได้รับคำยืนยันว่าสามารถปลูกสร้างบ้านบนที่ดินได้ นับได้ว่าโจทก์ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่วิสัยของผู้บริโภคในพฤติการณ์เช่นนั้นแล้ว ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาทำสัญญาจะซื้อจะขายโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของที่ดินด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ.มาตรา 158 ประกอบมาตรา 157 สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินอันเกิดจากความสำคัญผิดของโจทก์ในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งเป็นสาระสำคัญตกเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ.มาตรา 157 ชอบที่โจทก์จะบอกล้างโดยบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย เมื่อโจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว ต้องถือว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก โจทก์และจำเลยผู้เป็นคู่สัญญาย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 176 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยได้รับไว้จากโจทก์
จำเลยประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินทราบดีว่าที่ดินมีแนวสายไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านไม่อาจปลูกสร้างบ้านในที่ดินเต็มเนื้อที่ เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ต้องบอกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องแนวสายไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านที่ดินจนไม่อาจปลูกสร้างบ้านในที่ดินได้เต็มเนื้อที่แก่ลูกค้าซึ่เป็นผู้บริโภคแต่ไม่มีการบอกแก่โจทก์ ถือได้ว่าจำเลยปกปิดข้อเท็จจริงซึ่งเป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับคุณสมบัติของที่ดินจนเป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดว่าที่ดินใช้ปลูกสร้างบ้านได้เต็มพื้นที่ แม้ก่อนทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน จ.พนักงานบริษัทจำเลยพาโจทก์ไปดูที่ดินซึ่งโจทก์สังเกตเห็นสายไฟฟ้าแรงสูงตั้งอยู่ในบริเวณที่ดินก็ตาม แต่โจทก์ได้รับคำชี้แจงว่าสายไฟฟ้าติดตั้งไว้นานหลายปีแล้ว และที่ดินสามารถปลูกสร้างบ้านตามแบบบ้านได้ โจทก์จึงทำสัญญาจองซื้อที่ดินและวางเงินมัดจำและทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน แสดงว่าโจทก์ไม่ทราบว่าที่ดินมีสายไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านไม่อาจปลูกสร้างบ้านได้เต็มเนื้อที่ การที่โจทก์ไม่ทราบข้อเท็จจริงไม่อาจถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์เพราะโจทก์ได้รับคำยืนยันว่าสามารถปลูกสร้างบ้านบนที่ดินได้ นับได้ว่าโจทก์ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่วิสัยของผู้บริโภคในพฤติการณ์เช่นนั้นแล้ว ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาทำสัญญาจะซื้อจะขายโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของที่ดินด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ.มาตรา 158 ประกอบมาตรา 157 สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินอันเกิดจากความสำคัญผิดของโจทก์ในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งเป็นสาระสำคัญตกเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ.มาตรา 157 ชอบที่โจทก์จะบอกล้างโดยบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย เมื่อโจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว ต้องถือว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก โจทก์และจำเลยผู้เป็นคู่สัญญาย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 176 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยได้รับไว้จากโจทก์
ฎีกาที่ 766/2557
คำพิพากษาฎีกาที่ 766/2557
บริษัท อ. ดำเนินกิจการคลินิกและว่าจ้างให้โจทก์ปรับปรุงตกแต่งภายในอาคารโดยจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ มิได้ว่าจ้างในนามบริษัท อ. จึงมีลักษณะเป็นตัวแทนของตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อ จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนต้องผูกพันรับผิดต่อโจทก์ในฐานะที่เป็นคู่สัญญาโดยตรงตาม ป.พ.พ.มาตรา 154 เว้นแต่ตัวการที่ไม่ได้เปิดเผยชื่อจะกลับแสดงให้ปรากฎและเข้ารับเอาสัญญาใดๆซึ่งตัวแทนได้ทำไว้แทนตน จำเลยจึงจะหลุดพ้นความรับผิดเป็นส่วนตัว แต่ตัวการหาอาจจะทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกอันเขามีต่อตัวแทนและเขาขวนขวายได้มาแต่ก่อนที่รู้ว่าเป็นตัวแทนได้ไม่ตามมาตรา 806 บริษัท อ.ซึ่งเป็นตัวการได้แสดงตนให้ปรากฎเข้ารับเอาข้อตกลงว่าจ้างที่จำเลยทำกับโจทก์ และโจทก์ทราบเรื่องที่บริษัท อ. แสดงตนให้ปรากฎเข้ารับเอาข้อตกลงว่าจ้างที่จำเลยทำกับโจทก์ก่อนฟ้องจำเลยแล้ว จึงถือว่าบริษัท อ. เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์มีจำเลยเป้นตัวแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดเป็นส่วนตัว
บริษัท อ. ดำเนินกิจการคลินิกและว่าจ้างให้โจทก์ปรับปรุงตกแต่งภายในอาคารโดยจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ มิได้ว่าจ้างในนามบริษัท อ. จึงมีลักษณะเป็นตัวแทนของตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อ จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนต้องผูกพันรับผิดต่อโจทก์ในฐานะที่เป็นคู่สัญญาโดยตรงตาม ป.พ.พ.มาตรา 154 เว้นแต่ตัวการที่ไม่ได้เปิดเผยชื่อจะกลับแสดงให้ปรากฎและเข้ารับเอาสัญญาใดๆซึ่งตัวแทนได้ทำไว้แทนตน จำเลยจึงจะหลุดพ้นความรับผิดเป็นส่วนตัว แต่ตัวการหาอาจจะทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกอันเขามีต่อตัวแทนและเขาขวนขวายได้มาแต่ก่อนที่รู้ว่าเป็นตัวแทนได้ไม่ตามมาตรา 806 บริษัท อ.ซึ่งเป็นตัวการได้แสดงตนให้ปรากฎเข้ารับเอาข้อตกลงว่าจ้างที่จำเลยทำกับโจทก์ และโจทก์ทราบเรื่องที่บริษัท อ. แสดงตนให้ปรากฎเข้ารับเอาข้อตกลงว่าจ้างที่จำเลยทำกับโจทก์ก่อนฟ้องจำเลยแล้ว จึงถือว่าบริษัท อ. เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์มีจำเลยเป้นตัวแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดเป็นส่วนตัว
วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 4569/2557
คำพิพากษาฎีกาที่ 4569/2557
สัญญาจ้างแรงงานข้อ 11 ระบุประเภทกิจการที่ลูกจ้างจะไม่ประกอบกิจการหรือเข้าทำงานหลังจากที่ลูกจ้างได้ออกจากงานของโจทก์ไว้ว่า "กิจการอย่างหนึ่งอย่างใดอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้าง" ส่วนการเข้าทำงานกับบุคคลหรือนิติบุคคลใดก็ระบุไว้ว่า "มีสภาพการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้าง" อันเป็นการห้ามเฉพาะสิ่งที่เป็นการแข่งขันกับกิจการของโจทก์และเฉพาะส่วนงานที่จำเลยเคยทำกับโจทก์ ทั้งกำหนดเวลาที่ห้ามไว้ก็มีเพียง 2 ปี นับแต่จำเลยออกจากการเป็นลูกจ้างของโจทก์ ไม่เป็นการตัดโอกาสการประกอบอาชีพของจำเลยทั้งหมด ประกอบกับจำเลยมีตำแหน่งเป็นถึงผู้ช่วยผู้จัดการเขตการขายต่างประเทศและธุรกิจการค้าของโจทก์ต้องอาศัยการแข่งขัน โจทก์มีสิทธิป้องกันสงวนรักษาข้อมูลและความลับในทางการค้าเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของโจทก์ได้ สัญญาจ้างแรงงานข้อ 11 จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและเป็นประโยชน์ของคู่กรณีในเชิงการประกอบธุรกิจโดยชอบ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา 150
สัญญาจ้างแรงงานข้อ 11 ระบุประเภทกิจการที่ลูกจ้างจะไม่ประกอบกิจการหรือเข้าทำงานหลังจากที่ลูกจ้างได้ออกจากงานของโจทก์ไว้ว่า "กิจการอย่างหนึ่งอย่างใดอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้าง" ส่วนการเข้าทำงานกับบุคคลหรือนิติบุคคลใดก็ระบุไว้ว่า "มีสภาพการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้าง" อันเป็นการห้ามเฉพาะสิ่งที่เป็นการแข่งขันกับกิจการของโจทก์และเฉพาะส่วนงานที่จำเลยเคยทำกับโจทก์ ทั้งกำหนดเวลาที่ห้ามไว้ก็มีเพียง 2 ปี นับแต่จำเลยออกจากการเป็นลูกจ้างของโจทก์ ไม่เป็นการตัดโอกาสการประกอบอาชีพของจำเลยทั้งหมด ประกอบกับจำเลยมีตำแหน่งเป็นถึงผู้ช่วยผู้จัดการเขตการขายต่างประเทศและธุรกิจการค้าของโจทก์ต้องอาศัยการแข่งขัน โจทก์มีสิทธิป้องกันสงวนรักษาข้อมูลและความลับในทางการค้าเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของโจทก์ได้ สัญญาจ้างแรงงานข้อ 11 จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและเป็นประโยชน์ของคู่กรณีในเชิงการประกอบธุรกิจโดยชอบ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา 150
วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 1880/2542
คำพิพากษาฎีกาที่ 1880/2542
คำว่า โทรศัพท์ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนอธิบายว่าโทรศัพท์เป็นวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้าให้กลับเป็นเสียงพูดอีกครั้งหนึ่ง สัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นกระแสไฟฟ้าที่แปลงมาจากเสียงพูดเคลื่อนที่ไปตามสายลวดตัวนำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การที่จำเลย ลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากตู้โทรศัพท์แห่งประเทศไทยไปใช้ เพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์เช่นเดียวกับการลักกระแสไฟฟ้า
คำว่า โทรศัพท์ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนอธิบายว่าโทรศัพท์เป็นวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้าให้กลับเป็นเสียงพูดอีกครั้งหนึ่ง สัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นกระแสไฟฟ้าที่แปลงมาจากเสียงพูดเคลื่อนที่ไปตามสายลวดตัวนำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การที่จำเลย ลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากตู้โทรศัพท์แห่งประเทศไทยไปใช้ เพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์เช่นเดียวกับการลักกระแสไฟฟ้า
วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 2531/2557
คำพิพากษาฎีกาที่ 2531/2557
ส. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของ ส. ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1599 โจทก์ทั้งสองเป็นบตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ส. เป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทตามมาตรา 1603 ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เพื่อติดตามเอาคืนที่พิพาท ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ส. ได้ เมื่อ ส. ถึงแก่ความตายแล้วย่อมไม่สามารถทำนิติกรรมใดๆได้ตามมาตรา 149 นิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่าง ส. กับจำเลยที่ 1 กระทำขึ้นหลังจาก ส. ถึงแก่ความตายจึงไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ถือเสมือนว่าไม่ได้มีนิติกรรมการขายฝากเกิดขึ้นเลย สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทยังเป็นของกองมรดกของ ส. อยู่ตามเดิมมิได้เป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิใดๆในที่ดินพิพาท ไม่มีสิทธิจดทะเบียนการขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากผู้ไม่มีสิทธิจะขาย จึงไม่มีสิทธิใดๆในที่ดินพิพาทและไม่มีสิทธิเอาที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่ผู้ใดได้ การที่จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 2 ย่อมไม่เกิดผลให้จำเลยที่ 3 มีสิทธิตามนิติกรรมจำนองแม้จำเลยที่ 3 อ้างว่ารับจำนองไว้โดยสุจริตก็หามีผลให้จำเลยที่ 3 กลับมีสิทธิตามนิติกรรมจำนองไม่ การจำนองไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกที่ดินพิพาทของ ส.
ส. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของ ส. ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1599 โจทก์ทั้งสองเป็นบตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ส. เป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทตามมาตรา 1603 ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เพื่อติดตามเอาคืนที่พิพาท ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ส. ได้ เมื่อ ส. ถึงแก่ความตายแล้วย่อมไม่สามารถทำนิติกรรมใดๆได้ตามมาตรา 149 นิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่าง ส. กับจำเลยที่ 1 กระทำขึ้นหลังจาก ส. ถึงแก่ความตายจึงไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ถือเสมือนว่าไม่ได้มีนิติกรรมการขายฝากเกิดขึ้นเลย สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทยังเป็นของกองมรดกของ ส. อยู่ตามเดิมมิได้เป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิใดๆในที่ดินพิพาท ไม่มีสิทธิจดทะเบียนการขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากผู้ไม่มีสิทธิจะขาย จึงไม่มีสิทธิใดๆในที่ดินพิพาทและไม่มีสิทธิเอาที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่ผู้ใดได้ การที่จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 2 ย่อมไม่เกิดผลให้จำเลยที่ 3 มีสิทธิตามนิติกรรมจำนองแม้จำเลยที่ 3 อ้างว่ารับจำนองไว้โดยสุจริตก็หามีผลให้จำเลยที่ 3 กลับมีสิทธิตามนิติกรรมจำนองไม่ การจำนองไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกที่ดินพิพาทของ ส.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3195/2567
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3195/2567 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ หลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาได้ชำระค่าเช่าซื้อ...
-
จากข้อเท็จจริง ขาวยิงแดงตายโดยคิดว่าแดงเป็นหมูป่า ซึ่งหลบอยู่หลังพุ่มไม้ แม้ขาวไม่ผิดฐานฆ่าแดงตายโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 เพราะ...
-
คำพิพากษาฎีกาที่ 7460/2556 การต่อเติมและซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างซึ่งชำรุดทรุดโทรมให้เหมาะแก่การอยู่อาศัยโดยปลอดภัย ไม่ได้เป็นการก่อสร้างขึ้นให...
-
เมื่อโจกท์ต้องการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ แต่เกิดปัญหา ในกรณีมีการขออนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือระยะเวลายื่นคำขออนุญาตอุทธรณ์ แต่...