วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 1705/2556

ฎีกาที่ 1705/2556

เดิมทางพิพาทไม่มีการปิดกันไว้ แม้จะมีป้ายแสดงว่าเป็นทางส่วนบุคคล แต่มิได้

หวงกันอย่างจริงจัง บุคคลอื่นรวมทั้งโจทก์จึงสามารถใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกได้ โจทก์และ

บริวารได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกระหว่างที่ดินของโจทก์กับทางสาธารณะ แม้จำเลยทำรั้ว

ลวดหนามปิดกั้นระหว่างทางพิพาทกับที่ดินของโจทก์เมื่อเดือนมกราคม 2550 แต่เมื่อโจทก์

และบริวารใช้ทางพิพาทตลอดมาโดยจำเลยกับพวกมิได้ทำประตูปิดกั้นห้ามโจทก์ใช้ซึ่งเป็นระยะเวลา

เกินกว่า 10 ปีแล้ว โดยสงบและเปิดเผยโดยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอม โจทก์จึงได้ภาระจำยอม

โดยอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ประกอบ มาตรา 1382

ฎีกาที่ 9711/2557

ฎีกาที่ 9711/2557

แม้น้ำกรดจะไม่ใช่อาวุธโดยสภาพแต่ก็เป็นสารเคมีชนิดกรดเกลือ ซึ่งมีคุณสมบัติกัดก่อนชนิดรุนแรงที่ทำให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต น้ำกรดที่จำเลยที่ 1 นำมาสาดใส่โจทก์ร่วมทั้ง 3 นอกจากจะมีความเข้มข้นสูงแล้ว ยังมีปริมาณมากทำให้โจทก์ร่วมที่ 1 มีบาดแผลถึง 20% ของร่างกายจำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าการกระทำของตนกับพวกเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมทั้ง 3 ถึงแก่ความตายได้ การที่จำเลยที่ 1 กับพวกเตรียมน้ำกรดมาเพื่อสาดใส่โจทก์ร่วมทั้ง 3 จึงเป็ฯการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ทั้ง 3 โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4) ประกอบมาตรา 80 แล้วต้องใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมทั้ง 3

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

นิติบุคคลสิ้นสภาพแล้ว สัญญาเช่าระงับ

ฎีกาที่ 901/2508

ในกรณีที่ผู้เช่าซึ่งเป็นนิติบุคคลได้สิ้นสภาพแล้ว สัญญาเช่าย่อมระงับไป

ผู้เช่าตายแล้ว บุคคลที่อยู่ด้วยกันจ่ายค่าเช่าแทนมาก็ไม่เกิดสัญญาใหม่

ฎีกาที่ 119/2509

สัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า เมื่อผู้เช่าตาย สิทธิการเช่าย่อมสิ้นสุด จำเลยซึ่งเป็นบุตรผู้เช่าได้อยู่ในตึกพิพาทต่อมา ก็ถือว่าอยู่ในฐานะบริวารของผู้เช่า ดังนั้น การที่จำเลยชำระค่าเช่า จึงเป็นการชำระในนามของผู้เช่า ไม่ก่อให้เกิดสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยแต่อย่างใด

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ผู้ขายฝากมีสิทธิเอาที่ดินไปทำสัญญาจะซื้อจะขายได้

ฎีกาที่ 4729/2543

จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินไว้แก่ ก. บิดาโจทก์ ระกว่างที่ยังอยู่ภายในกำหนดเวลาไถ่ถอนตามสัญญาขายฝาก จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวกับโจทก์ ต่อมาจำเลยทำสัญญากับ ก. ว่าไม่ประสงค์จะไถ่ถอนและประสงค์จะสละสิทธิไถ่ถอน ดังนี้ ข้อตกลงระหว่างจำเลยกับ .ก. ถือได้ว่าเป็นการขายขาดที่ดินให้กับ ก. โดยทำสัญญากันเอง จึงไม่เกิดผลในสัญญาซื้อขายที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยยังมีสิทธิไถ่ถอนการขายฝากได้ภายในกำหนดเวล่ไถ่ถอนตามสัญญาขายฝากอยู่ และภายในกำหนดเวลาการขายฝากจำเลยย่อมมีสิทธินำที่ดินไปทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ได้ ซึ่ง ป.พ.พ.มาตรา 497 ได้กำหนดให้ผู้รับโอนสิทธิมีสิทธิไถ่ทรัพย์สินนั้นได้ด้วย เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะผู้รับโอนสิทธิมีสิทธิไถ่ถอนที่ดินได้ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจึงมีผลสมบูรณ์และบังคับได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงต้องโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์

สัญญาขายฝากทำกันเองตกเป็นโมฆะ

ฎีกาที่ 384/2509
สัญญาขายฝากที่ดินมือเปล่าทำกันเอง มีเงื่อนไขว่าถ้าผู้ขายไม่นำเงินมาไถ่ก็ให้ผู้ซื้อทำนาเรื่อยไป ดังนี้ สัญญาขายฝากเป็นโมฆะ ที่ผู้ซื้อเข้าครอบครองจึงเป็น การครอบครองแทนผู้ขาย

ฎีกาที่ 515/2525

จำเลยขายฝากเรือนเลขที่ 126 ขนาดกว้าง 8 ศอก ยาว 3 วา ให้โจทก์ ต่อมาจำเลยรื้อเรือนดังกล่าวแล้วสร้างใหม่ กว้าง 3 วา ยาว 4 วา ใช้ไม้ของเรือนหลังเดิม บางส่วนและใช้บ้านเลขที่ 126 ตามเดิม ดังนี้ ถือได้ว่าเรือนหลังเดิมซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามสัญญาขายฝากและเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้นได้สิ้นสภาพแล้ว เรือนหลังใหม่ คือ เรือนพิพาทย่อมไม่อยู่ในบังคับของสัญญาขายฝาก โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในเรือนพิพาท ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากเรือนพิพาท คงมีอำนาจว่ากล่าวแก่จำลยในกรณีที่จำเลยรื้อเรือนหลังเดิมอันเป็นวัตถุแห่งหนี้ตามสัญญาขายฝาก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3195/2567

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3195/2567                  โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ หลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาได้ชำระค่าเช่าซื้อ...