- เจ้าหนี้ (คนเดียวหรือหลายรวมกัน และมีหนี้แน่นอนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท )
- ลูกหนี้
- ธนาคารแห่งประเทศไทย ตาม ม.90/3
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
- กรมการประกันภัย
- หน่วยงานของรัฐ ตาม ม.90/4
วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ
มาตรา 90/2 วรรค 1
ขั้นตอนภาพรวมการฟื้นฟูกิจการ
ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 หมวด 3/1
เริ่มต้นจากการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท จำกัด หรือบริษัท มหาชน ลูกหนี้ที่ประสบปัญหาการเงิน (ม.90/1)
*เมื่อยื่นคำร้อง ในชั้นตรวจคำร้อง หากเห้นว่าเข้าหลักเกณฑ์ ม.90/3 และ ม.90/4 ศาลก็มีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ผลจากคำสั่งศาล คือ คุ้มครองลูกหนี้ให้ปลอดจากการฟ้องร้องหรือบังคับชำระหนี้
*ในชั้นพิจารณา ศาลจะไต่สวนความจริง ม.90/3 และสุจริต ศาลก็จะมีคำสั่งตามม.90/10 ให้ฟื้นฟูกิจการ
และศาลจะพิจารณาตั้งผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ ตามม.90/17 วรรค 1 เพื่อให้มีหน้าที่ในการจัดทำแผน
*เจ้าหนี้ทั้งหลายที่มีมูลหนี้เกิดก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ (ที่กรมบังคับคดี) ภายใน 1 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผน (ม.90/26วรรค 1 ประกอบ ม.90/27 วรรค 1 )หากไม่ยื่นภายในกำหนด ก็หมดสิทธิ ตาม ม.90/61
*ผู้ทำแผนได้ทำแผนการฟื้นฟูเสร็จก็จะส่งแผนไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เพื่อให้ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาลงมติยอมรับแผน หาก ประชุมมีมติยอมรับ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะรายงานต่อศาล เพื่อให้ศาลให้ความเห็นชอบต่อแผน (ม.90/56)
*เมื่อศาลเห็นชอบ ผู้บริหารแผนจะต้องจัดการดำเนินการตามแผนให้สำเร็จ และศาลจะมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการถ้าสำเร็จแล้ว ม.90/70 วรรค 1
เริ่มต้นจากการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท จำกัด หรือบริษัท มหาชน ลูกหนี้ที่ประสบปัญหาการเงิน (ม.90/1)
*เมื่อยื่นคำร้อง ในชั้นตรวจคำร้อง หากเห้นว่าเข้าหลักเกณฑ์ ม.90/3 และ ม.90/4 ศาลก็มีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ผลจากคำสั่งศาล คือ คุ้มครองลูกหนี้ให้ปลอดจากการฟ้องร้องหรือบังคับชำระหนี้
*ในชั้นพิจารณา ศาลจะไต่สวนความจริง ม.90/3 และสุจริต ศาลก็จะมีคำสั่งตามม.90/10 ให้ฟื้นฟูกิจการ
และศาลจะพิจารณาตั้งผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ ตามม.90/17 วรรค 1 เพื่อให้มีหน้าที่ในการจัดทำแผน
*เจ้าหนี้ทั้งหลายที่มีมูลหนี้เกิดก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ (ที่กรมบังคับคดี) ภายใน 1 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผน (ม.90/26วรรค 1 ประกอบ ม.90/27 วรรค 1 )หากไม่ยื่นภายในกำหนด ก็หมดสิทธิ ตาม ม.90/61
*ผู้ทำแผนได้ทำแผนการฟื้นฟูเสร็จก็จะส่งแผนไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เพื่อให้ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาลงมติยอมรับแผน หาก ประชุมมีมติยอมรับ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะรายงานต่อศาล เพื่อให้ศาลให้ความเห็นชอบต่อแผน (ม.90/56)
*เมื่อศาลเห็นชอบ ผู้บริหารแผนจะต้องจัดการดำเนินการตามแผนให้สำเร็จ และศาลจะมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการถ้าสำเร็จแล้ว ม.90/70 วรรค 1
วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
ทุเลาการบังคับคดี
มาตรา 231 ป.วิ.แพ่ง. การทุเลาการบังคับคดี
มีหลักเกณฑ์ คือ การยื่นอุทธรณ์ ไม่เป็นการทุเลาการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น แต่ผู้อุทธรณ์สามารถยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีได้ไม่ว่าเวลาใดๆก่อนมีคำพิพากษา ให้ศาลทุเลาการบังคับคดีไว้ก่อน
แต่การขอทุเลาการบังคับคดีต้องยังไม่มีการบังคับคดีตามคำพิพากษา ถึงจะยื่นได้ หากมีการบังคับคดีแล้ว ถือว่าเป็นการงดการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งว่ามีเหตุอันสมควรงดการบังคับคดีหรือไม่
ศาลที่มีอำนาจสั่ง คือ กรณีอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจสั่ง กรณีฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจสั่ง แม้จะยังไม่ส่งสำนวน ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่ง เว้นแต่กรณีมีเหตุฉุกเฉินอย่างยิ่ง ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งได้ชั่วคราว เพื่อรอคำวินิจฉัยของศาลสูง ม.231 วรรคสอง
มีหลักเกณฑ์ คือ การยื่นอุทธรณ์ ไม่เป็นการทุเลาการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น แต่ผู้อุทธรณ์สามารถยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีได้ไม่ว่าเวลาใดๆก่อนมีคำพิพากษา ให้ศาลทุเลาการบังคับคดีไว้ก่อน
แต่การขอทุเลาการบังคับคดีต้องยังไม่มีการบังคับคดีตามคำพิพากษา ถึงจะยื่นได้ หากมีการบังคับคดีแล้ว ถือว่าเป็นการงดการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งว่ามีเหตุอันสมควรงดการบังคับคดีหรือไม่
ศาลที่มีอำนาจสั่ง คือ กรณีอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจสั่ง กรณีฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจสั่ง แม้จะยังไม่ส่งสำนวน ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่ง เว้นแต่กรณีมีเหตุฉุกเฉินอย่างยิ่ง ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งได้ชั่วคราว เพื่อรอคำวินิจฉัยของศาลสูง ม.231 วรรคสอง
วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
หากผู้อุทธรณ์แพ้คดี อีกฝ่ายขอรับเงินค่าธรรมเนียมที่วางได้
หากผู้อุทธรณ์แพ้คดี อีกฝ่ายขอรับเงินค่าธรรมเนียมที่วางได้
เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ผู้อุทธรณ์แพ้คดี คู่ความอีกฝ่ายซึ่งชนะคดี มีสิทธิขอรับเงินที่ผู้แพ้คดีวางไว้ได้ ฎีกาที่ 1331/2544
เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ผู้อุทธรณ์แพ้คดี คู่ความอีกฝ่ายซึ่งชนะคดี มีสิทธิขอรับเงินที่ผู้แพ้คดีวางไว้ได้ ฎีกาที่ 1331/2544
ผู้อุทธรณ์ต้องเสียเงินอะไรบ้าง
ในการอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมศาล 2 อย่าง คือ
1.ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.( ถ้าเป็นคดีผู้บริโภคจำเลยไม่ต้องเสีย )
2.ค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษา ต้องนำมาวางพร้อมอุทธรณ์ ม.229
(ต้องให้เจ้าหน้าที่ศาลคิดให้ครับ ว่าตอนที่ฟ้องมีการวางเงินค่าธรรมเนียมไปเท่าไหร่+ค่าทนายความที่ศาลให้ )
1.ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.( ถ้าเป็นคดีผู้บริโภคจำเลยไม่ต้องเสีย )
2.ค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษา ต้องนำมาวางพร้อมอุทธรณ์ ม.229
(ต้องให้เจ้าหน้าที่ศาลคิดให้ครับ ว่าตอนที่ฟ้องมีการวางเงินค่าธรรมเนียมไปเท่าไหร่+ค่าทนายความที่ศาลให้ )
การแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์
การแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์
เนื่องจากไม่มีบทบัญยัติกฎหมายเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ แต่ศาลฎีกาได้วางหลักว่า ถ้าเป้นการแก้ไขโดยเพิ่มประเด็นขึ้นจากเดิม หรือมีข้อเท็จจริงเพิ่มจากเดิม ก็ต้องกระทำภายใน ระยะเวลาอุทธรณ์ หากเกินกำหนดเวลาดังกล่าว ก็เป็นการฝ่าฝืน มาตรา 229 และมาตรา 23 ฎีกาที่ 7198/2543
แต่มีข้อยกเว้นถ้ามเป็นการแก้ไขเล็กน้อยก็สามารถทำได้แม้เกินนระยะเวลาอุทธรณ์แล้วก็ตาม
เนื่องจากไม่มีบทบัญยัติกฎหมายเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ แต่ศาลฎีกาได้วางหลักว่า ถ้าเป้นการแก้ไขโดยเพิ่มประเด็นขึ้นจากเดิม หรือมีข้อเท็จจริงเพิ่มจากเดิม ก็ต้องกระทำภายใน ระยะเวลาอุทธรณ์ หากเกินกำหนดเวลาดังกล่าว ก็เป็นการฝ่าฝืน มาตรา 229 และมาตรา 23 ฎีกาที่ 7198/2543
แต่มีข้อยกเว้นถ้ามเป็นการแก้ไขเล็กน้อยก็สามารถทำได้แม้เกินนระยะเวลาอุทธรณ์แล้วก็ตาม
วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การ
การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การ
คำสั่งศาลตามมาตรา 199 วรรคหนึ่ง เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ไม่ใช่คำสั่งไม่รับคำคู่ความตามมาตรา 18 ต้องโต้แย้งเอาไว้จึงมีสิทธิอุทธรณ์ โดยอุทธรณ์หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว และสามารถฎีกาได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นที่สุด
ซึ่งแตกกต่างกับการขอพิจารณาคดีใหม่ ก็คือ มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่
-คำสั่งศาลที่อนุญาตให้พจารณาคดีใหม่ให้เป็นที่สุด
-ศาลไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ แล้วมีการอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาต อย่างนี้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด
คำสั่งศาลตามมาตรา 199 วรรคหนึ่ง เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ไม่ใช่คำสั่งไม่รับคำคู่ความตามมาตรา 18 ต้องโต้แย้งเอาไว้จึงมีสิทธิอุทธรณ์ โดยอุทธรณ์หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว และสามารถฎีกาได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นที่สุด
ซึ่งแตกกต่างกับการขอพิจารณาคดีใหม่ ก็คือ มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่
-คำสั่งศาลที่อนุญาตให้พจารณาคดีใหม่ให้เป็นที่สุด
-ศาลไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ แล้วมีการอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาต อย่างนี้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3195/2567
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3195/2567 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ หลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาได้ชำระค่าเช่าซื้อ...
-
จากข้อเท็จจริง ขาวยิงแดงตายโดยคิดว่าแดงเป็นหมูป่า ซึ่งหลบอยู่หลังพุ่มไม้ แม้ขาวไม่ผิดฐานฆ่าแดงตายโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 เพราะ...
-
คำพิพากษาฎีกาที่ 7460/2556 การต่อเติมและซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างซึ่งชำรุดทรุดโทรมให้เหมาะแก่การอยู่อาศัยโดยปลอดภัย ไม่ได้เป็นการก่อสร้างขึ้นให...
-
เมื่อโจกท์ต้องการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ แต่เกิดปัญหา ในกรณีมีการขออนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือระยะเวลายื่นคำขออนุญาตอุทธรณ์ แต่...