วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ทำสัญญากู้แทนสินสอดแทนเงิน

ฎีกาที่ 878/2518

บิดาชายตกลงให้สินสอดแก่มารดาหญิง แต่ไม่มีเงินจึงทำสัญญากู้ให้มารดาหญิงไว้ บิดาชายต้องผูกพันตามสัญญากู้อันมีมูลหนี้และได้แปลงหนี้ใหม่

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 1785/2505

ผู้ค้ำประกันทำสัญญาค้ำประกันว่า แม้ลูกหนี้ตายเกิน 1 ปี ผู้ค้ำประกันก็ยังคงรับใช้ต้นเงินกู้และดอกเบี้ยแทน สัญญานี้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และไม่เป็นการขยายอายุความ ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดตามสัญญา

อายุความฟ้องทายาทคนตาย 1 ปี

คำพิพากษาฎีกาที่ 5996/2554

ธนาคารโจทก์ สาขาบางขุนเทียนมีหนังสือลงวันที่ 3 ตุลาคม 2538 ถึงธนาคารโจทก์สาขาพัทลุง โดยมีข้อความระบุว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้วและขอให้ธนาคารโจทก์ สาขาพัทลุง ช่วยคัดสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยที่ 1 เพื่อที่จะดำเนินคดีแก่ทายาทต่อไป ดังนี้แสดงว่า ธนาคารโจทก์ สาขาบางขุนเทียน ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของโจทก์ทราบว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้ว กรณีจึงถือได้ว่า อย่างช้าในวันที่ 3 ตุลาคม 2538 โจทก์รู้ถึงความตายของจำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองวันที่ 11 ธันวาคม 2540 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อกองมรดกของจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ย่อมยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นอ้างได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ลูกจ้างใช้เวลางานเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

ฎีกาที่ 3407/2552

โจทก์ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัวต่อพ่วงกับอุปกรณ์ของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างในเวลาทำงานเพื่อทำการค้ากับบคคลภายนอก นอกจากจะเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิชอบจากการใช้กระแสไฟฟ้า โทรศัพท์และอุปกรณ์ของจำเลย เพื่อประโยชน์ส่วนตัวแล้วยังเป็นการเบียดบังเวลาทำงานของจำเลยอีกด้วย ย่อมทำให้จำเลยเสียหายเมื่อจำเลยตักเตือนและสั่งห้ามในที่ประชุมแล้ว โจทก์ยังกระทำเช่นนั้นอีก จนต้องมีการตักเตือนเช่นนั้นถึง 5 ครั้ง ย่อมถือได้ว่าโจทก์ละเลยไม่นำพาคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณ และเป็นการกระทำอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตนอกจากนั้นการกระทำของโจทก์ดังกล่าวยังยากแก่การบังคับบัญชาหากจ้างโจทก์ทำงานต่อไปมีแต่จะทำให้จำเลยเสียหายมากขึ้น จำเลยย่อมมีเหตุผลที่จะไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานต่อไป ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อายุความมรดก

ฎีกาที่ 1371/2552

แม้จะไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความฟ้องคดีขอให้บังคับตามสัญญาจะซื้อจะขาย ไว้โดยเฉพาะ ทำให้ต้องใช้อายุความ 10 ปี ซึ่งเป็นอายุความทั่วไป ตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/30 ก็ตาม แต่ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1754 วรรคสาม บัญญัติว่า ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 193/27 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกมีกำหนดอายุความยาวกว่าหนึ่งปี มิให้เจ้าหนี้นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก โจทก์รู้ถึงความตายของ อ. เจ้ามรดกตั้งแต่เดือนธันวาคม 2541 เนื่องจากโจทก์ไปร่วมงานศพของ อ. ด้วย โจทก์จึงต้องฟ้องร้องเพื่อมีคำขอให้ศาลบังคับจำเลยซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ อ. ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ภายใน 1 ปี ซึ่งจะครบกำหนดในเดือนธันวาคม 2542 แม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์จะมีอายุความยาวกว่า 1 ปี กฎหมายก็บังคับให้โจทก์ต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รู้ถึงความตายของ อ. ซึ่งเป็นเจ้ามรดก การที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2545 หลังจากได้รู้ถึงความตายของ อ. เกินกว่า 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

ฎีกาที่ 1151/2552 ชำระหนี้โดยรู้ว่าไม่มีความผูกพันต้องชำระ

ฎีกาที่ 1151/2552

การคิดดอกเบี้ยเป็นเรื่องที่ธนาคาร ก. ได้กระทำไปฝ่ายเดียว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่เพียงแต่ชำระเงินเท่านั้น การที่ธนาคาร ก. คิดดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำการอันใดตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ หรือเป็รการชำระหนี้โดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย เมื่อธนาคาร ก. ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี เนื่องจากข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะ กรณีจึงต้องนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่ธนาคาร ก. ไปแล้วทั้งหมหักออกจากต้นเงินซึ่งเป็นหนี้ค้างชำระ

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 846/2552

           จำเลยมิได้ดำเนินการก่อสร้างให้เป็นไปภายในระยะเวลาที่ประกาศโฆษณาไว้ และเมื่อผู้บริโภคทั้งสองไม่ชำระค่างวดต่อแล้ว จำเลยได้มีหนังสือให้ผู้บริโภคทั้งสองไปรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามสัญญา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้ถือข้อกำหนดเกี่ยวกับระยะเวลาในการชำระค่างวดตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ จึงถือมิได้ว่าผู้บริโภคทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา และเมื่อพิเคราะห์แผ่นพับโฆษณาและรายละเอียดโครงการซึ่่งจำเลยได้ระบุสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการโดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จปลายปี 2539 แล้ว ทำให้มีเหตุผลเชื่อได้ว่า ผู้ที่เข้าทำสัญญาจะซื้อขายห้องชุดในโครงการของจำเลยซึ่งรวมทั้งผู้บริโภคทั้งสองในคดีนี้ก็โดยเชื่อว่าจำเลยจะต้องก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตามที่ระบุไว้ อันถือได้ว่าเป็นการซื้อขายตามคำพรรณนา โดยผู้บริโภคทั้งสองถือเอาเงื่อนไขตามโฆษณาเป็นข้อสาระสำคัญแห่งสัญญา การที่จำเลยมิได้ดำเนินการดังกล่าวให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามสัญญา จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและละเมิดสิทธิของผู้บริโภคทั้งสอง โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยให้คืนเงินที่ผู้บริโภคทั้งสองชำระไปแล้วพร้อมดอกเบี้ย
            เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องคืนเงินให้แก่ผู้บริโภคทั้งสอง ผู้บริโภคทั้งสองย่อมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากเงินที่จ่ายให้แก่จำเลยในแต่ละคราวแตะละงวดหาใช่จะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยต่อเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาคือวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ไม่ และตามสัญญา จะซื้อจะขายห้องชุดที่ระบุว่า ในกรณีที่จำเลยไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดให้แล้วเสร็จภายในปี 2541 จำเลยจะคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยตามอัตราเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ให้แก่ผู้บริโภคทั้งสองนั้นเป็นข้อตกลงอันมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้ากรณีที่จำเลยผิดนัด จึงเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ มาตรา 379 หากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจลดลงได้ตาม ป.พ.พ มาตรา 383

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3195/2567

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3195/2567                  โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ หลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาได้ชำระค่าเช่าซื้อ...